คำนวณต้นทุนกาแฟต่อแก้ว ก่อนเปิดร้านกาแฟจริง | Decemberday Coffee

คำนวณต้นทุนกาแฟต่อแก้ว ก่อนเปิดร้านกาแฟจริง

การคำนวณต้นทุนกาแฟต่อแก้วเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับคนที่กำลังวางแผนเปิดร้านกาแฟ เพราะช่วยให้รู้ว่ากาแฟ 1 แก้วมีต้นทุนจริงเท่าไหร่ ควรตั้งราคาขายเท่าไหร่ ต้องขายกี่แก้วต่อวันถึงจะถึงจุดคุ้มทุนร้านกาแฟ และควรเลือกเครื่องชงกาแฟสำหรับร้านแบบไหนให้เหมาะกับงบลงทุน บทความนี้ Decemberday Coffee จะพาคุณคำนวณต้นทุนร้านกาแฟ กำไรต่อแก้ว และจุดคุ้มทุนแบบเข้าใจง่าย
หลายคนเริ่มต้นจากคำถามว่า
- เปิดร้านกาแฟต้องใช้เงินเท่าไหร่?
- กาแฟ 1 แก้ว มีต้นทุนจริงกี่บาท?
- ขายวันละกี่แก้วถึงจะคุ้มค่าเช่า?
- ควรตั้งราคาขายเท่าไหร่ถึงจะมีกำไร?
- ลงทุนเครื่องชงกาแฟกี่บาทถึงจะเหมาะกับร้าน?
- บทความนี้ Decemberday Coffee จะพาคุณดูวิธีคิดต้นทุนร้านกาแฟแบบเข้าใจง่าย พร้อมเครื่องมือคำนวณเบื้องต้น เพื่อช่วยให้คุณวางแผนก่อนลงทุนได้แม่นยำขึ้น
ทำไมต้องคำนวณต้นทุนกาแฟต่อแก้วก่อนเปิดร้าน?
วิธีคำนวณต้นทุนกาแฟต่อแก้วเริ่มจากการรวมต้นทุนเมล็ดกาแฟ นม ไซรัป ผงชง แก้ว ฝา หลอด และวัตถุดิบอื่น ๆ จากนั้นนำไปเทียบกับราคาขายต่อแก้ว เพื่อดูว่าร้านมีกำไรขั้นต้นต่อแก้วเท่าไหร่
- นม
- ไซรัป
- ผงชง
- ซอส
- แก้ว ฝา หลอด ถุง
- ค่าเช่า
- ค่าแรง
- ค่าไฟ ค่าน้ำ
- ค่าเครื่องชงกาแฟและอุปกรณ์
- ค่าซ่อมบำรุง
- ต้นทุนวัตถุดิบที่สูญเสียระหว่างการทำงาน
ถ้าคุณรู้ตัวเลขเหล่านี้ก่อนเริ่มลงทุน จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นว่า ควรใช้เครื่องชงกาแฟระดับไหน ตั้งราคาขายเท่าไหร่ และต้องขายวันละกี่แก้วถึงจะอยู่ได้จริง
______________________________________________________________________
ต้นทุนกาแฟ 1 แก้ว มีอะไรบ้าง?

โดยทั่วไป ต้นทุนกาแฟต่อแก้วสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก
1. ต้นทุนเมล็ดกาแฟ
ตัวอย่างเช่น ถ้าใช้เมล็ดกาแฟราคา 450 บาทต่อกิโลกรัม และใช้กาแฟ 18 กรัมต่อแก้ว
สูตรคำนวณคือ
ต้นทุนกาแฟต่อแก้ว = ราคาเมล็ดกาแฟต่อกิโลกรัม ÷ 1,000 × จำนวนกรัมที่ใช้ต่อแก้ว
ตัวอย่าง
450 ÷ 1,000 × 18 = 8.10 บาท
หมายความว่า ต้นทุนเมล็ดกาแฟต่อแก้วอยู่ที่ประมาณ 8.10 บาท
______________________________________________________________________
2. ต้นทุนวัตถุดิบอื่น ๆ

นอกจากเมล็ดกาแฟ ยังมีต้นทุนต่อแก้วอื่น ๆ เช่น
- นมสด
- นมข้น
- น้ำเชื่อม
- ไซรัป
- ผงโกโก้
- ผงมัทฉะ
- ซอสต่าง ๆ
- ท็อปปิ้ง
- น้ำแข็ง
เมนูกาแฟนมมักมีต้นทุนสูงกว่ากาแฟดำ เพราะมีวัตถุดิบหลายส่วนมากกว่า เช่น Latte, Cappuccino, Mocha หรือกาแฟไทย
______________________________________________________________________
3. ต้นทุนบรรจุภัณฑ์
ต้นทุนบรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งที่หลายร้านมองข้าม แต่มีผลกับกำไรมาก โดยเฉพาะร้านที่ขายแบบ Take Away หรือ Delivery
ตัวอย่างต้นทุนบรรจุภัณฑ์ ได้แก่
- แก้ว
- ฝา
- หลอด
- ถุง
- สติกเกอร์
- กระดาษรองแก้ว
- ซองใส่สินค้า
ถ้าต้นทุนแก้ว ฝา และหลอดอยู่ที่ 5 บาทต่อแก้ว และขายวันละ 100 แก้ว ต้นทุนส่วนนี้เท่ากับ 500 บาทต่อวัน หรือประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน
______________________________________________________________________
4. ค่าใช้จ่ายประจำของร้าน
ค่าใช้จ่ายประจำคือค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน ไม่ว่าจะขายได้มากหรือน้อย เช่น
- ค่าเช่า
- ค่าแรงพนักงาน
- ค่าไฟ
- ค่าน้ำ
- ค่าอินเทอร์เน็ต
- ค่าการตลาด
- ค่าบำรุงรักษาเครื่องชงกาแฟ
- ค่าขนส่งวัตถุดิบ
ร้านที่ไม่ได้คำนวณค่าใช้จ่ายประจำมักจะเห็นแค่ “กำไรต่อแก้ว” แต่ไม่เห็นภาพจริงว่าเมื่อหักค่าใช้จ่ายรายเดือนแล้ว ร้านยังเหลือกำไรหรือไม่
สูตรคำนวณกำไรต่อแก้วแบบง่าย
สูตรพื้นฐานคือ
กำไรขั้นต้นต่อแก้ว = ราคาขายต่อแก้ว - ต้นทุนวัตถุดิบรวมต่อแก้ว
ตัวอย่าง
ราคาขายต่อแก้ว = 65 บาท
ต้นทุนวัตถุดิบรวมต่อแก้ว = 31 บาท
กำไรขั้นต้นต่อแก้ว = 65 - 31 = 34 บาท
หมายความว่าแต่ละแก้วมีกำไรขั้นต้นประมาณ 34 บาท
แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่กำไรสุทธิ เพราะยังไม่ได้หักค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ ค่าน้ำ และค่าใช้จ่ายประจำอื่น ๆ
______________________________________________________________________
ร้านกาแฟต้องขายกี่แก้วต่อวันถึงคุ้มทุน?
การหาจุดคุ้มทุนช่วยให้เจ้าของร้านรู้ว่า ต้องขายขั้นต่ำกี่แก้วต่อวัน เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายประจำ
สูตรคือ
จุดคุ้มทุนต่อเดือน = ค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือน ÷ กำไรขั้นต้นต่อแก้ว
ตัวอย่าง
ค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือน = 43,000 บาท
กำไรขั้นต้นต่อแก้ว = 34 บาท
จุดคุ้มทุนต่อเดือน = 43,000 ÷ 34 = 1,265 แก้วต่อเดือน
ถ้าเปิดร้าน 30 วัน
1,265 ÷ 30 = 42 แก้วต่อวัน
หมายความว่า ร้านนี้ต้องขายประมาณ 42 แก้วต่อวัน ถึงจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายประจำเบื้องต้น
______________________________________________________________________
ลองใช้เครื่องคำนวณต้นทุนกาแฟต่อแก้ว
ตรงนี้คุณสามารถลองกรอกตัวเลขของร้านคุณเอง เช่น ราคาเมล็ดกาแฟ ปริมาณกาแฟต่อแก้ว ราคาขาย จำนวนแก้วต่อวัน ค่าเช่า ค่าแรง และงบลงทุนเครื่องชงกาแฟ
ระบบจะช่วยประเมินเบื้องต้นว่า
- ต้นทุนวัตถุดิบต่อแก้วอยู่ที่เท่าไหร่
- กำไรขั้นต้นต่อแก้วกี่บาท
- ยอดขายต่อเดือนประมาณเท่าไหร่
- กำไรสุทธิเบื้องต้นต่อเดือนเหลือเท่าไหร่
- ต้องขายกี่แก้วต่อวันถึงจะคุ้มทุน
- ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณกี่เดือน
หลังจากคำนวณแล้ว ให้ดู 4 ตัวเลขนี้เป็นหลัก
1. ต้นทุนวัตถุดิบรวมต่อแก้ว
ตัวเลขนี้ช่วยให้รู้ว่าเครื่องดื่ม 1 แก้วมีต้นทุนจริงเท่าไหร่ ถ้าต้นทุนสูงเกินไป อาจต้องทบทวนสูตร ปริมาณวัตถุดิบ หรือราคาขายใหม่
2. กำไรขั้นต้นต่อแก้ว
กำไรขั้นต้นต่อแก้วคือเงินที่เหลือจากราคาขายหลังหักต้นทุนวัตถุดิบ ยิ่งตัวเลขนี้ดี ร้านก็มีพื้นที่มากขึ้นสำหรับรองรับค่าเช่า ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
3. จุดคุ้มทุนต่อวัน
จุดคุ้มทุนต่อวันช่วยบอกว่า ร้านต้องขายขั้นต่ำกี่แก้วถึงจะไม่ขาดทุนในเชิงค่าใช้จ่ายประจำ
ถ้าตัวเลขจุดคุ้มทุนสูงเกินไปเมื่อเทียบกับทำเลหรือกำลังผลิตของร้าน อาจต้องปรับแผน เช่น
- ลดค่าเช่า
- ปรับเมนู
- เพิ่มราคาขาย
- เลือกเครื่องชงให้เหมาะกับปริมาณแก้ว
- วางระบบหน้าบาร์ให้ทำงานเร็วขึ้น
- เพิ่มเมนูที่มีกำไรดี
ระยะเวลาคืนทุนช่วยให้เห็นว่า เงินลงทุนเครื่องชง เครื่องบด และอุปกรณ์หลักจะคืนกลับมาในระยะเวลาประมาณเท่าไหร่
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น เพราะผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับยอดขาย ทำเล การบริหารต้นทุน คุณภาพสินค้า และการตลาดของแต่ละร้าน
เลือกเครื่องชงกาแฟผิด ต้นทุนร้านอาจบานปลาย
เครื่องชงกาแฟเป็นหนึ่งในการลงทุนสำคัญของร้านกาแฟ ถ้าเลือกเล็กเกินไป อาจรองรับลูกค้าไม่ทันในช่วงขายดี แต่ถ้าเลือกใหญ่เกินความจำเป็น ก็อาจทำให้งบลงทุนสูงเกินไปและคืนทุนช้าลง
สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนเลือกเครื่องชงกาแฟ ได้แก่
- จำนวนแก้วที่คาดว่าจะขายต่อวัน
- เมนูหลักของร้าน
- ขนาดพื้นที่หน้าบาร์
- จำนวนบาริสต้า
- งบประมาณเริ่มต้น
- รูปแบบร้าน เช่น คาเฟ่ ร้าน Take Away ร้านอาหาร โรงแรม หรือออฟฟิศ
- บริการหลังการขายและการซ่อมบำรุง
Decemberday Coffee ช่วยวางระบบร้านกาแฟได้อย่างไร?
Decemberday Coffee เป็นศูนย์รวมธุรกิจร้านกาแฟครบวงจร ตั้งแต่เครื่องชงกาแฟ เครื่องบด เครื่องคั่ว เมล็ดกาแฟ วัตถุดิบ อุปกรณ์กาแฟ ไปจนถึงบริการสอนชงกาแฟ รับคั่วกาแฟ ซ่อมเครื่องชง และให้คำปรึกษาเปิดร้านกาแฟ
เราช่วยประเมินให้เหมาะกับรูปแบบร้านของคุณ เช่น
- เลือกเครื่องชงกาแฟให้เหมาะกับจำนวนแก้วต่อวัน
- เลือกเครื่องบดให้เหมาะกับเมนูและปริมาณการขาย
- แนะนำเมล็ดกาแฟที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้า
- วางระบบหน้าบาร์ให้ทำงานง่ายขึ้น
- ช่วยคำนวณต้นทุนเมนูเบื้องต้น
- สอนชงกาแฟและเทรนการใช้งานเครื่อง
- ดูแลบริการหลังการขายและซ่อมบำรุง
- เป้าหมายไม่ใช่แค่ขายเครื่องชงกาแฟ แต่คือช่วยให้เจ้าของร้านเริ่มต้นได้มั่นใจขึ้น และเลือกลงทุนให้เหมาะกับงบจริง
การเปิดร้านกาแฟให้ไปต่อได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยของร้านอย่างเดียว แต่ต้องรู้ตัวเลขหลังบ้านด้วย
- สิ่งที่ควรรู้ก่อนลงทุน ได้แก่
- ต้นทุนกาแฟต่อแก้ว
- ต้นทุนวัตถุดิบรวม
- กำไรต่อแก้ว
- ยอดขายที่ต้องทำต่อวัน
- จุดคุ้มทุน
- งบลงทุนเครื่องชงและอุปกรณ์
- ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ
กำลังวางแผนเปิดร้านกาแฟ?
ส่งผลลัพธ์จาก Calculator ให้ทีม Decemberday Coffee ช่วยประเมินต่อได้ฟรี เราจะช่วยดูว่าเครื่องชง เครื่องบด เมล็ดกาแฟ และอุปกรณ์แบบไหนเหมาะกับงบประมาณและรูปแบบร้านของคุณ
096-163-1456 / 084-025-5713 / 096-650-5486
Line Official: @decemberdaycoffee (มี @ นำหน้า) หรือคลิ๊ก: https://lin.ee/Qqn7rkn
FB Inbox : m.me/496526646881561
www.decemberdaycoffee.com
December Day Coffee ศูนย์รวมบริการเปิดร้านกาแฟแบบครบวงจร ตั้งอยู่ นนทบุรี เลี่ยงเมืองปากเกร็ด Goole Map : https://maps.app.goo.gl/dtABjrreYjXy8f869